ประวัติครูบาน้อย

     ข้าพเจ้าเคยใฝ่ฝันว่า  อยากมีห้องพระเป็นของตนเอง  ตาบอกกับข้าพเจ้าว่าถ้าข้าพเจ้าสอบได้ที่ ๑ ตาจะซื้อโต๊ะหมู่บูชาที่ข้าพเจ้าอยากได้เป็นรางวัล  ปรากฏว่าวันที่ประกาศผลสอบ  ที่โรงเรียนในขณะที่ข้าพเจ้าเรียนอยู่ชั้น ป.๒ โรงเรียนบ้านสันทะ  ข้าพเจ้าสอบได้ที่ ๑  ของห้องเรียน ข้าพเจ้ารีบกลับบ้านมาพร้อมข่าวดีที่จะแจ้งให้ตาทราบ  และแล้วความฝันของเด็กน้อยอย่างข้าพเจ้าก็ทำสำเร็จ  ตาซื้อโต๊ะหมู่บูชาให้เป็นรางวัลแก่ข้าพเจ้า  และของขวัญอีกชิ้นหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้รับจากตาคือตอนที่ข้าพเจ้าไปทำบุญสรงน้ำพระที่วัดข้าพเจ้าร้องไห้อยากได้พระพอกลับถึงบ้าน  ตาก็หยิบพระพุทธรูปองค์หนึ่งจากหิ้งบนหัวนอน  มอบให้ข้าพเจ้าพร้อมบอกว่า  พระองค์นี้เป็นพระเจ้าตองหล่อ(ทองเหลืองหล่อ)ของครูบาญาณรังษีวัดเชตวัน  ให้รักษาให้ดีๆ  และนี่คงจะเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายที่ตามอบให้แก่ข้าพเจ้า  สิ่งที่ตาปรารถนานั้นโตขึ้นอยากให้ข้าพเจ้าบวช ในช่วงนั้นมีโครงการผ้าป่าช่วยชาติของหลวงตามหาบัว  ที่ถ่ายทอดออกทางโทรทัศน์  ข้าพเจ้าเป็นเด็กยังจำได้ว่า  ข้าพเจ้านั่งดูทโทรทัศน์และบอกว่า  โตขึ้นข้าพเจ้าอยากเป็นแบบนี้  ตากับยายของข้าพเจ้าหัวเราะกันใหญ่  ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเวลาในช่วงที่ข้าพเจ้าเป็นเด็กนั้นมันได้ผ่านไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน  ข้าพเจ้าเติบโตและเข้มแข็งขึ้นมาวันหนึ่ง  ตาของข้าพเจ้าก็แก่และอ่อนกำลังไปอีกวันหนึ่งเช่นกัน  มาถึงวันนี้ข้าพเจ้าได้บวชและทำตามที่ตาตั้งใจไว้แล้ว  แต่เพียงว่า  ตาไม่มีโอกาสได้เห็นความสำเร็จของข้าพเจ้าในวันนี้  เพราะตามาส่งข้าพเจ้าเพียงแค่ข้าพเจ้าอายุ ๑๐ ขวบแล้ว  ตาก็จากข้าพเจ้าไปพร้อมกับคำถามที่ยังไม่ได้ตอบข้าพเจ้าอีกหลายข้อ  ปล่อยให้ข้าพเจ้าต้องค้นหาคำตอบเหล่านั้นด้วยตนเอง  วันที่ตาจากไปข้าพเจ้านั่งอยู่ข้างๆ คอยพัดวีให้โดยคิดว่าตาจะหายเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา  แต่วันนี้ข้าพเจ้าเห็นแค่การถอนหายใจครั้งสุดท้ายของครูคนแรกของข้าพเจ้า  ที่จากไปโดยไม่มีวันกลับมาโดยไม่ได้สั่งลาข้าพเจ้าแม้แต่คำเดียว  แม้จะพยายามทำสิ่งที่ตาสอนให้ดีที่สุด  แม้จะไม่มีท่านอยู่แล้วก็ตาม  ชีวิตข้าพเจ้าในวัยเด็ก  และเขาหาว่าข้าพเจ้าเป็นบ้า

     อุปนิสัยของข้าพเจ้าในวัยเด็กนั้น  ข้าพเจ้าเป็นคนที่ชอบเสียงดัง  ชอบอยู่คนเดียวมากกว่าไปเล่นกับเพื่อนๆ  หากเป็นวันเสาร์  อาทิตย์หรือวันหยุด  ข้าพเจ้าก็จะอยู่บ้านกับตากับยาย  ยายสอนให้ข้าพเจ้าขยันช่วยเหลือตัวเองมาตั้งแต่เด็ก  การไปโรงเรียนของข้าพเจ้าแตกต่างจากเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆที่เขาไปโรงเรียนมือเปล่ามีเพียงแค่กระเป๋าโรงเรียน  แต่ตรงกันข้ามกับข้าพเจ้าที่ต้องหิ้วถุงผลไม้พรุงพลัง  เพื่อนำไปขายในโรงเรียน  ผลไม้ส่วนมากก็นำมาจากสวนหลังบ้าน  โดยยายจะจัดใส่ถุง  ขายถุงละ ๑ บาท  บางวันขายได้ ๑๕ – ๒๐ บาทก็มี  แล้วข้าพเจ้าก็จะหักเป็นค่าขนม ๒ บาท  ที่เหลือก็กลับไปฝากไว้กับยาย  อยู่ชั้นประถมข้าพเจ้าไม่ค่อยได้ขอเงินค่าขนมไปโรงเรียน  ไปหาเอาข้างหน้าจากการขายผลไม้  โดยใช้คติว่า  “คนจนเงินทองหาได้  ถ้ายังไม่จนปัญญา  จนปัญญาคนอื่นยังช่วยหาทางออกได้  แต่ถ้าจนใจแล้วใครก็ช่วยไม่ได้”  ข้าพเจ้าถูกเพื่อนล้อว่าเป็นพ่อค้าประจำ  แต่ข้าพเจ้าไม่เคยอายหรือโกรธเลย  เพราะข้าพเจ้าคิดว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าทำไม่เห็นว่าจะผิดตรงไหน  ส่งผลให้มีความอดทน  เรียนรู้ชีวิตที่ในอนาคตเราจะต้องพึ่งตนเอง  และผลที่ตามมาก่อนบวชข้าพเจ้ามีเงินเก็บถึงพันกว่าถือว่ามาก  และสร้างความภูมิใจให้กับเด็กอย่างข้าพเจ้านี่คงเป็นมรดกที่ข้าพเจ้าได้รับมาจากยายของข้าพเจ้า  คือ  ยายอ่าง  มาทะ  ที่สอนให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ชีวิตของการพึ่งตนเอง  และความขยันอดออม  มากกว่าการขอหรือรอความช่วยเหลือจากผู้อื่น  ถึงแม้ว่าในวันนี้ยายจะไม่ได้อยู่กับข้าพเจ้าแล้ว  แม้กระทั้งวันที่ยายจากโลกนี้ไปงานเผาศพยาย  ซึ่งข้าพเจ้าเป็นหลานที่ยายรักที่สุด  ยังไม่มีโอกาสได้ไปร่วม  แต่ภาพเก่าเล่าความหลัง  ยังฝังลึกอยู่ในดวงจิตพระคุณของท่านยังสถิตอยู่ในใจของข้าพเจ้าตลอดไป

 

อุปนิสัยของข้าพเจ้าในวัยเด็กและเขาหาว่าข้าพเจ้าเป็นบ้า

     อุปนิสัยของข้าพเจ้าตอนเด็ก   ข้าพเจ้าลองหลับตานึกย้อนหลังกลับไปตั้งแต่เมื่อจำความได้  ข้าพเจ้าก็อยากบวชเป็นพระ  โดยถึงแม้ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร  ความคิดนั้นก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง  ข้าพเจ้ามีห้องพระส่วนตัวข้าพเจ้าตั้งแต่อายุ ๘  ขวบ  และข้าพเจ้าก็เริ่มสวดมนต์  ท่องคาถาชินบัญชร  ซึ่งเป็นบทที่ยาวมากข้าพเจ้าก็พยายามท่องจนได้  ซึ่งข้าพเจ้าได้มาจากพระธุดงค์ที่ชื่อ  สมพร  ที่มาปักกรดอยู่ที่ป่าช้าใกล้บ้านมอบให้ข้าพเจ้าเพราะข้าพเจ้าไปอยู่อุปัฏฐากท่าน  ข้าพเจ้าไม่ชอบยิงนกตกปลา  เวลาส่วนมากข้าพเจ้ามักจะอยู่แต่ในห้องพระ  หัดนั่งสมาธิอยู่คนเดียวเงียบๆ ส่วนการเล่นของข้าพเจ้าก็ต่างไปจากเพื่อน  ข้าพเจ้าชอบเล่นคนเดียวโดยการขุดดินเหนียวมาปั้นเป็นพระพุทธรูป  พระเจดีย์  เอาไม้ตอกมาทำเป็นพระวิหาร  จำลองเป็นวัดเล็กๆ  ตามจินตนาการของเด็กอย่างข้าพเจ้าเล่นเป็นพระตามที่ข้าพเจ้าชอบ  เผอิญช่วงนั้นข้าพเจ้าอายุคงประมาณ ๗-๘ ปี ข้าพเจ้าป่วยเป็นโรคลมชักจนต้องทำให้ข้าพเจ้าขาดเรียนอยู่บ่อยๆ   ในแต่ละอาทิตย์ข้าพเจ้าได้ไปโรงเรียน วัน ๑-๒ วันเท่านั้น  ทำให้ครูและชาวบ้านแตกตื่นวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆนานา  บ้างก็ว่าผีเข้าสิง  บ้างก็ว่าข้าพเจ้าเป็นบ้า  ทำให้เวลาไปโรงเรียน  เพื่อนนักเรียนไม่มีใครอยากคุยกับข้าพเจ้า  แต่ข้าพเจ้าก็ไม่รู้สึกน้อยใจเลย   และอยากบอกกับทุกคนว่า  ข้าพเจ้าไม่ได้บ้า  หรือเป็นอะไรทั้งนั้น ปรากฏว่า ทุกวันนี้คนที่เขาเคยว่าข้าพเจ้าเป็นบ้ากลับมากราบไหว้ชื่นชมยินดีกับคนบ้าอย่างข้าพเจ้าทั้งนั้นนี่แหละหนอ  ชีวิตอนิจจังไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน   บนโลกที่หมุนรอบตัวเองอยู่ตลอดเวลา  ขอให้จำไว้ว่า  ต้นไม้ล้มข้ามได้แต่ถ้าคนล้มอย่าข้ามและเหยียบย่ำเขา  เพราะถ้าเขาลุกขึ้นได้เขาอาจสูงกว่าเราก็ได้  ฉะนั้น อย่าพึ่งดูถูกเหยียดหยามพูดทำลายน้ำใจกัน  เพราะวันหนึ่งข้างหน้าเราอาจจะได้พึ่งและขอความช่วยเหลือจากเขาก็ได้

 

บรรพชาเป็นสามเณร      และแล้ววันที่ข้าพเจ้าตั้งหน้าตั้งตารอคอยก็มาถึง หลังจากข้าพเจ้าจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ของโรงเรียนบ้านสันทะ ความตั้งใจของข้าพเจ้าที่จะบวชนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปกับกาลเวลาที่ผ่านไปเลย ข้าพเจ้าขออนุญาต พ่อแม่ บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัด นาแดง เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๕ โดยมีหลวงพ่อ พระครูวิสุทธิ์นันทวิทย์ (ครูบาศรีมากตปุญโญ) เป็นพระ อุปัชฌาย์ ขณะที่ข้าพเจ้าบรรพชานั้น ข้าพเจ้ามีอายุ ๑๒ ปี และนั่นเป็นวัน ที่ข้าพเจ้าได้เข้ามาใช้ชีวิตใต้ร่มผ้ากาสาวพัตร และก้าวเดินบนเส้นทางของ บรรพชิต ตราบจนถึงทุกวันนี้

 

วัด  ภูมินทร์  เมืองน่าน

                เมื่อข้าพเจ้าบวชเณรแล้ว ก็ได้กราบลาหลวงพ่อพระอุปัชฌาย์ เพื่อเข้าไปจำพรรษาที่วัดภูมินทร์ในตัวเมืองน่าน  เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม  โดยอยู่ในความอุปการะของพระอาจารย์มหาเชษฐ์ธัมมเมธี (เชษฐ์  มาทะ) และได้ถวายตัวเป็นศิษย์   ของหลวงพ่อเจ้าคุณพระภัทรสารมุนี   (กานต์  สุปุญโญ)   ปัจจุบันเป็น   พระราชคุณาภรณ์   เจ้าคณะจังหวัดน่าน   เจ้าอาวาสวัดภูมินทร์  และวัดนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นวัดที่มีกฎระเบียบวินัยเคร่งครัด    โดยเฉพาะหลวงพ่อเจ้าคุณท่านปฏิบัติเป็นตัวอย่างที่ดีแก่พระเณรในวัด   หลวงพ่อจะนำสวดมนต์ทำวัตรทุกวันตลอดถึงการเก็บกวาดลานวัดทุกวันจนถึงเวลาเพล    นี่ถือเป็นกิจวัตรของท่านข้าพเจ้าจำได้ว่าวันที่ข้าพเจ้าย้ายมาอยู่วัดภูมินทร์วันแรก   โดยได้อาศัยโดยสารรถขนมะพร้าวของลุงที่มาจากอำเภอท่าวังผา   โดยมีโยมแม่นั่งบนกองมะพร้าว ที่มีอยู่เต็มกระบะรถมาส่งข้าพเจ้า พอโยมแม่กลับไป  ข้าพเจ้าร้องไห้  และยังคิดว่าข้าพเจ้าจะอยู่ที่นี่ได้หรือไม่ เพราะวันนั้น  ถือได้ว่าเป็นวันเริ่มต้นสำหรับการใช้ชีวิตตามลำพังโดยปราศจาก  ญาติพี่น้องของเด็กอายุ ๑๒ ปีอย่างข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าพยายามปรับตัวให้เข้ากับสถานที่และ  ทุกๆคน  ในวัด  โดยอาศัยคติธรรมที่ว่าเมื่ออยู่ในสถานที่ใด  ก็ควรเข้าใจธรรมชาติของที่และปรับตัวเข้ากับสถานที่นั้นๆ  เมื่ออยู่กับบุคคลเช่นไร  ก็ควรศึกษาทำความเข้าใจกับธรรมชาติของบุคคลนั้นๆ  แล้วเราจะไม่เป็นทุกข์  ดังสุภาษิตที่ว่า  เข้าเมืองตาหลิ่ว  ให้หลิ่วตาตามเมื่อเข้าเมืองหัวโล้น  ก็ต้องโกนหัวตาม  แต่ก็ไม่พ้นที่เณรน้อยอย่างข้าพเจ้าจะต้องโดนเณรรุ่นพี่แกล้งอยู่เสมอ  เขาบอกว่าเป็นธรรมเนียมอย่างนี้  แต่ข้าพเจ้ารู้สึกไม่ชอบเลยเวลาถูกแกล้งแต่ก็ต้องอดทนไม่มีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องความเห็นใจจนข้าพเจ้าเคยสัญญากับตนเองไว้ว่าวันไหน  หากข้าพเจ้าได้เป็นเณรรุ่นพี่  ข้าพเจ้าจะไม่แกล้งเณรรุ่นน้องเป็นอันขาด  แต่คงด้วยความดีใจของข้าพเจ้า  พอข้าพเจ้าเป็นเณรรุ่นพี่จริงๆ  กลับโดนเณรรุ่นน้องแกล้งเสียอีก  ข้าพเจ้าอยู่วัดภูมินทร์นานพอสมควรจนรู้สึกว่าเป็นเสมือนบ้านของตนเองโดยอาศัยใต้ร่มบารมีของหลวงพ่อพระภัทรสารมุนี   และน้ำใจของคณะศรัทธาบ้านภูมินทร์-ท่าลี่  ที่ได้อุปัฏฐากอาหาร  บิณฑบาต  จนข้าพเจ้าเรียนจบเปรียญธรรม  ๔ ประโยค  ข้าพเจ้ายังรำลึกถึงบุญคุณอยู่เสมอเพราะวัดภูมินทร์  คือสถานที่เปรียบเสมือนบ้านหลังแรก  ที่ให้ข้าพเจ้ามีโอกาสเรียนปริยัติธรรม  และเป็นสถานที่แรกที่สอนให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ชีวิตบนเส้นทางการฝึกตนเองให้เข้มแข็งตลอดถึงการที่พึ่งตนเอง จนทำให้ข้าพเจ้ามีวันนี้

 

เรียนพระปริยัติธรรม  ณ  วัดพญาภู

     ข้าพเจ้าอยู่วัดภูมินทร์ แต่ต้องเดินไปเรียนหนังสือที่สำนักเรียน วัดพญาภู  พระอารามหลวง  โดยข้าพเจ้าเริ่มเรียนบาลี ป.ธ. ๑-๒ ควบคู่กันไปกับการเรียนนักธรรม  การเรียนบาลีสมัยนั้นเข้มงวดมาก  เพราะในสมัยที่ ข้าพเจ้าเรียนยังไม่มีการสอบซ่อมเหมือนสมัยนี้  จะสอบกันปีละครั้ง  ถ้าใครตกปีหน้าถึงจะมีโอกาสได้แก้ตัวสอบใหม่  นักเรียนจึงต้องขยันเรียน  ขยันท่อง หากใครท่องไม่ได้ตามที่อาจารย์กำหนดให้  ก็ต้องโดนทำโทษด้วยการเคี้ยวพริกสดๆ  ทำให้นักเรียนต้องมีความขยันและสนใจในการเรียนกันอย่างจริงจัง  และในระหว่างที่ข้าพเจ้าเรียนอยู่ที่นี่ข้าพเจ้าก็ได้รู้จักเพื่อนรุ่นพี่  ที่มีความสนิทคุ้นเคยและมีอุดมการณ์เดียวกันหลายรูป  เช่น  สามเณรฆนากร  เนตรทิพย์  สามเณรดนัย  กิตตินันท์  สามเณรจินดา    แคแดง  สามเณรดรดมพล  คำเทพ สามเณรครรชิต  แสนนิทา   สามเณรยรรยง   คำเหมยและสามเณรกิตติศักดิ์   แช่ห่าน  ซึ่งเป็นเสมือนเพื่อนแท้ต่างวัยกัน  เป็นเสมือนพี่น้องที่ให้ความอบอุ่นแก่กัน   เพราะต่างคนต่างจากบ้านเกิดของตนเองมาเพื่อเรียนหนังสือ  และที่นี่เองทำให้ข้าพเจ้าได้พบกับพระอาจารย์ซึ่งข้าพเจ้าเปรียบเสมือนพ่อของข้าพเจ้าคนหนึ่ง  คือ  พระอาจารย์มหามารวย  ชวนปัญโญ   พระอาจารย์เป็นพระที่ใจดีไม่ดุด่าพระเณรแต่ท่านมักสอนด้วยเหตุผล  ทำให้เป็นที่เคารพรักของพระเณรทุกคน  โดยเฉพาะข้าพเจ้าท่านเปรียบเสมือนพ่อ  ที่ให้ความอบอุ่นให้คำปรึกษาที่พึ่งในยามมีปัญหา  ให้กำลังใจ  ให้ความรู้แก่สามเณรน้อยนี้ที่พลัดถิ่นอย่างข้าพเจ้า  ตลอดระยะเวลาที่ข้าพเจ้าเรียนอยู่ในสำนักนี้  มีท่านเป็นดั่งร่มโพธิ์ร่มไทร และในวันที่ข้าพเจ้าบวชพระ(อุปสมบท)ท่านก็เมตตาเดินทางมาเป็นพระกรรมวาจารย์ให้ข้าพเจ้า พระอาจารย์ถือว่าเป็นผู้มีพระคุณของข้าพเจ้าอีกรูปหนึ่งที่ข้าพเจ้าไม่อาจลืมได้  ข้าพเจ้าเรียนปริยัติธรรม (แผนกธรรม, บาลี) ที่สำนักวันพญาภู  จนสอบได้  เปรียญธรรม ๔ ประโยค  นักธรรมชั้นเอก  และข้าพเจ้าตั้งใจว่า  จะหยุดเรียนปริยัติธรรมไว้เพียงเท่านี้  เพื่อจะหันเข็มทิศชีวิตมุ่งออกปฏิบัติธรรมตามที่ได้ตั้งใจไว้

 

เข็มทิศชี้เปลี่ยนทิศ  ทำให้ชีวิตต้องเปลี่ยนทางเดิน

     ในระหว่างเรียนพระปริยัติธรรมอยู่นี้ข้าพเจ้ามีความสนใจในการปฏิบัติธรรมอยู่มาก  โดยศึกษาจากคู่มือกรรมฐาน  ของหลวงปู่ครูบาเจ้าพรหมมาพรหมจักรโก  แห่งวัด  พระพุทธบาทตากผ้า  จังหวัดลำพูน  โดยตั้งใจว่าเมื่อจบเปรียญธรรม ๔ ประโยค  ข้าพเจ้าจะออกแสวงหาครูบาอาจารย์  และออกธุดงค์  ในขณะนั้นข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์  ของพระครูบาเจ้าบุญช่ม  ญาณสังวโร   แห่งวัด  พระธาตุดอนเรือง เมืองพง ประเทศพม่า  ว่าเป็นครูบาที่ปฏิบัตีปฏิบัติชอบ  ทำให้ข้าพเจ้าหันเข็มทิศชีวิต  กราบลาพระอาจารย์มุ่งหน้าที่จะไปถวายตนเป็นศิษย์ศึกษาธรรมกับพระครูบาเจ้าบุญชุ่ม  ที่ประเทศพม่า  และออกธุดงค์ปฏิบัติกรรมฐาน  แต่แล้วความฝันของข้าพเจ้าก็ไม่สามารถเป็นจริงได้  เพราะในขณะนั้นสถานการณ์บ้านเมืองของประเทศพม่า  กำลังเดือดร้อนโดยทหารพม่ากำลังรบกับทหารไทยใหญ่  ด่านทุกด้านทั้งอำเภอแม่สาย  และอำเภอแม่สอด  ถูกปิดและเป็นพื้นที่อันตราย  ทางรัฐฉานเองก็เดือดร้อนข้าพเจ้าจึงไม่สามารถเดินทางข้ามไปหาพระครูบาบุญชุ่มได้  และแล้วความคิดที่จะออกปฏิบัติธรรมของข้าพเจ้าเมื่อไม่สามารถเดินต่อไปข้างหน้าได้ในเมื่อเข็มทิศชีวิตของข้าพเจ้าแทนที่จะหันปลายเข็มเข้าป่ามันกลับชี้ปลายเข็มเข้าเมืองอันกว้างใหญ่ไพศาล  เมืองที่ไม่มีการหลับใหลแออัดไปด้วยผู้คน  คือ  กรุงเทพมหานคร  ตามคำขอร้องของพ่อ-แม่และญาติๆของข้าพเจ้า  ที่อยากให้ข้าพเจ้าเรียนปริยัติธรรมต่อ  ข้าพเจ้าต้องจำใจรับคำ  และมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพฯ  พร้อมกับความตั้งใจว่า  วันใดวันหนึ่งถ้าข้าพเจ้ามีบุญ  ข้าพเจ้าคงมีโอกาสได้พบครูบาอาจารย์ที่ดีและข้าพเจ้าจะได้ออกปฏิบัติธรรมตามที่ได้ตั้งใจไว้

 

ศึกษาปริยัติธรรม  ณ  วัดเบญจมบพิตรดุสิตวราราม  กรุงเทพมหานครฯ

                ข้าพเจ้าเป็นสามเณรน้อย  จากเมืองน่านมุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ  โดยรถ บขส.  ประจำทางและเข้าพัก  ณ  กุฏิ  ๗  ของวัดเบญจมบพิตรดุสิตวราราม  พระอารามหลวงประจำรัชกาลที่ ๕  ความรู้สึกของข้าพเจ้าในวันนั้นต่างกับวันที่ข้าพเจ้าย้ายเข้ามาอยู่วัดภูมินทร์  ตอนอายุ ๑๒  วันนี้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ขึ้น  พร้อมที่จะเผชิญโลกกว้างตามลำพังได้แล้ว  ห้องพักของข้าพเจ้าเป็นห้องเก็บของที่อยู่ชั้นล่างของกุฏิ  มีข้าวของกองเป็นเพนินข้าพเจ้าไปถึงก็จัดการเก็บของเหล่านั้นเรียงทับซ้อนกันขึ้น  พอให้ได้มีที่นอนและที่สำหรับวางหนังสือ  การใช้ชีวิตของพระภิกษุสามเณรในกรุงเทพฯ  จะต้องฝึกตนเองและเรียนรู้ในการพึ่งตนเองให้ได้มากที่สุด  ที่วัดเบญจมฯแห่งนี้  หากพระเณรรูปใดจะเข้าอยู่ภายในสังกัดได้  ต้องท่องเสขิยวัตร  ๗๕  และสามเณรสิกขาให้ได้  โดยจะต้องสอบท่องต่อหน้าพระผู้ใหญ่ในวัด  ถ้าหากผ่านก็สามารถเข้าอยู่ศึกษาเล่าเรียนในวัดแห่งนี้ได้   ถ้าหากไม่ผ่านก็ต้องหาวัดใหม่อยู่  ในปีนั้นมีพระเณรที่จะสมัครเข้ามาอยู่ในสังกัดวัดเบญจมฯและมีผู้เข้าสอบประมาณ ๓๐ กว่ารูป  ผลของการสอบวันแรก  ปรากฏว่าสอบผ่านเพียง ๒ รูป  คือข้าพเจ้าและสามเณรที่มาจากเชียงราย  นอกนั้นต้องรอสอบแก้ตัวในรอบต่อไปก็เป็นอันว่า  ข้าพเจ้าได้เป็นสามเณร  ในสังกัดของวัดเบญจมฯอย่างเต็มตัว  ข้าพเจ้าเข้าเรียนปริยัติธรรมในชั้นประโยค ป.ธ. ๕  โดยเป็นนักเรียนที่อายุน้อยที่สุดของห้องเรียนระหว่างที่อยู่นี้ความตั้งใจที่จะออกปฏิบัติธรรมยังไม่เคยจางหายไปจากใจของข้าพเจ้า   แต่ตรงกันข้ามกับเพิ่มมากขึ้นเมื่อได้มาสัมผัสกับความวุ่นวายในเมืองหลวง  ยิ่งทำให้ข้าพเจ้าอยากย้ายหนีเข้าป่าเสียจริงๆ  ข้าพเจ้าพยายามค้นคว้าวิธีการปฏิบัติภาวนาจากตำราของครูบาอาจารย์ต่างๆ  และลองปฏิบัติภาวนาไปพร้อมๆ  กับการเรียนธรรมบท  ในช่วงนี้ข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์  ของพระครูบาอินทร  แห่งวัดสันป่ายางหลวง  จ.ลำพูน  ที่เล่าลือถึงความเป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบของท่าน  ดังไปถึงกรุงเทพฯ  ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความศรัทธาตั้งแต่ยังไม่ได้พบท่าน  และคิดอยากไปศึกษาปฏิบัติธรรมอยู่กับท่าน  ข้าพเจ้าเรียนอยู่วันเบญจมฯได้ครบ  ๑  ปี  ก็ถึงวันสอบปริยัติธรรม  ป.ธ.  ๕ ณ  วัดกรุงเทพฯ  ในความคิดของข้าพเจ้าระหว่างสอบผ่านกับสอบตก  ถ้าข้าพเจ้าสอบผ่าน  ชั้น  ป.ธ. ๕  ข้าพเจ้าจะต้องถูกบังคับให้เรียนต่อ  ป.ธ.  ๖  แต่ถ้าข้าพเจ้าสอบตกก็จะเป็นข้ออ้างสำหรับข้าพเจ้าในการยุติการเรียนและออกปฏิบัติธรรม ผลปรากฎว่าข้าพเจ้าสอบตก ป.ธ.๕ จึงเข้ากราบลาพระอาจารย์ และอำลาวัดเบญจมบพิตรฯ แล้วมุ่งหน้าเข้าสู่จังหวัดลำพูน เพื่อออกศึกษากรรมฐานธุดงค์ ตามที่ได้ตั้งใจไว้ ก็เป็นอันว่าชีวิตของการศึกษาปริยัติธรรมของข้าพเจ้าก็ยุติลงเพียงเท่านี้

 

พบประทีปธรรม

     ที่จังหวัดลำพูน มีงานพระราชทานเพลิงศพ พระครูบาเขื่อนคำ วัดพระพุทธบาทตากผ้า ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ไปร่วมงานในครั้งนี้ด้วย ระหว่างที่รอประกอบพิธีข้าพเจ้าถือโอกาสเข้าไปกราบหุ่นขี้ผึ้งของหลวงปู่ครูบาเจ้าพรหมจักร ซึ่งตั้งอยู่ในกุฏิ และข้าพเจ้าก็ได้พบพระภิกษุชรารูปหนึ่ง นั่งสมาธิอยู่ในกุฏิดูท่าทางท่านน่าเคารพเลื่อมใส ข้าพเจ้าจึงค่อยนั่งลงภาวนากับท่าน พอท่านออกสมาธิ ข้าพเจ้าก็ถือโอกาสเข้ากราบนมัสการท่าน ท่านเมตตาสนทนากับข้าพเจ้าครู่หนึ่ง ก่อนท่านจะเดินไปนั้น ท่านก็บอกกับข้าพเจ้าว่า หลวงพ่อชื่อ หลวงพ่อทรัพย์ ปัญญาปทีโป อยู่วัดห้วยบง อ.ลี้ เป็นลูกศิษย์หลวงปู่ครูบาเจ้า พรหมจักร ถ้าลูกเณรสนใจอยากเข้ากรรมฐาน ก็ขอนิมนต์ไปที่วัดห้วยบงได้ ข้าพเจ้ากราบท่านและเพียงแต่ได้รับฟังไว้เท่านั้น เพราะข้าพเจ้าตั้งใจจะไปศึกษาธรรมถวายตัวเป็นศิษย์ ครูบาอินทร ปัญญาวัฒฑโน แห่งวัดสันป่ายางหลวง ตามที่คิดไว้แต่แรก และข้าพเจ้าก็ยังไม่รู้เลยว่าวัดห้วยบงอยู่ ณ ที่ใด เมื่อเสร็จงานพระราชทานเพลิงแล้วข้าพเจ้าก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่วัดสันป่ายางหลวงต่อไป

 

ถวายตัวเป็นศิษย์และรับกรรมฐาน จากครูบาเจ้า อินทร ปัญญาวัฑโน

     เมื่อถึงวัดสันป่ายางหลวงแล้ว ข้าพเจ้าก็เข้ากราบครูบาพร้อมกับแจ้งความประสงค์ว่า “อยากมาถวายตัวเป็นศึษย์ศึกษากรรมฐานกับครูบาพ่อครับ” ครูบาเจ้านิ่งไปสักพัก ระหว่างที่ข้าพเจ้ารอคำตอบอยู่นั้นทำให้ใจของข้าพเจ้าเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ และข้าพเจ้าไม่อยากได้ยินเลยกับคำว่า ที่นี่เต็มแล้ว ได้แต่ภาวนาในใจว่าขอครูบารับข้าพเจ้าไว้เป็นศิษย์สักคนถึงแม้ไม่มีที่พัก จะให้ข้าพเจ้านอนใต้บันใดข้าพเจ้าก็ยอม ครูบาลืมตาขึ้นและบอกว่า “รับไว้และขอให้ตั้งใจปฏิบัตินะลูก” นั่นทำให้ข้าพเจ้าดีใจที่สุด ความตั้งใจของข้าพเจ้าสำเร็จแล้ว ครูบาก็สั่งให้พระจัดกุฏิให้ข้าพเจ้าพัก ข้าพเจ้าพักอยู่วัดสันป่ายางได้ระยะหนึ่ง เห็นว่ากุฏิยังพอว่าง จึงได้ส่งข่าวถึงท่านพระมหาธีรวัฒน์ ซึ่งในขณะนั้นจำอยู่ ณ วัดชัยมงคล จ.แพร่ ให้มาปฏิบัติด้วยกัน เพราะท่านก็สนใจกรรมฐานอยู่ ท่านมหาจึงตามขึ้นไปสมทบ ในช่วงนั้นก็ปฏิบัติภาวนาตามอัธยาศัยของตน เพราะครูบาท่านยังไม่ได้ให้สมาทานกรรมฐาน ข้าพเจ้าอยู่ที่วัดนี้นานเป็นเดือนจนครูบาท่านได้ให้พระกรรมฐาน ครูบาพ่อ อินทร ถือเป็นปฐมอาจารย์องค์แรกที่ประสาทพระกรรมฐานให้แก่ข้าพเจ้า และยึดถือเป็นหลักปฏิบัติสืบมาจนถึงทุกวันนี้ ข้าพเจ้ากับท่านมหาธีรวัฒน์ ปฏิบัติธรรมอยู่กับพระครูบาได้ระยะหนึ่งท่านมหาก็เดินทางกลับไปจังหวัดน่าน ส่วนข้าพเจ้าได้นึกถึงคำหลวงพ่อทรัพย์ ที่เจอกันที่วัดพระบาทตากฟ้า ว่าถ้าอยากเข้ากรรมฐานก็ให้ไปหาที่วัดห้วยบง อำเภอลี้ ข้าพเจ้าจึงได้กราบลาครูบาอินทร ผู้เป็นอาจารย์ของข้าพเจ้าที่ท่านได้เมตตาข้าพเจ้าตลอดระยะเวลาที่ข้าพเจ้าปฏิบัติธรรมอยู่กับท่าน ข้าพเจ้าจะขอจดจำพระคุณของท่านไปจนกว่าข้าพเจ้าจะหมดลมหายใจ ก่อนไปครูบาพ่อท่านได้เมตตาให้กำลังใจว่า ขอให้ลูกตั้งใจปฏิบัติบุคคลผู้มีความตั้งใจ จะกระทำการสิ่งใดก็สำเร็จ ข้าพเจ้าก้มกราบเท้าครูบาพ่อด้วยความซาบซึ้งในพระคุณแล้วก็เก็บบริขารธุดงค์ ออกเดินทางเพียงลำพังเพื่อมุ่งหน้าสู่วัดห้วยบง อำเภอลี้ ต่อไป

 

ศึกษาวิปัสสนากับ ครูบาเจ้าสนิท พุทธวังโส และหลวงพ่อทรัพย์ ปัญญาปทีโป ณ วัดหัวยบง อ.ลี้ จ.ลำพูน

     วัดห้วยบงเป็นวัดป่าที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้นานาชนิด กุฏิของพระเณรก็ถูกปลูกเรียงรายกัน ระหว่างต้นไม้เพื่อรักษาความเป็นธรรมชาติไว้ โดยอยู่ใต้ร่มบารมีของครูบาเจ้าสนิท ศิษย์เอกของครูบาเจ้าพรหมมาแห่งวัดพระพุทธบาทตากผ้า วัดนี้เป็นวัดกรรมฐาน ก้าวแรกที่ข้าพเจ้าก้าวเข้ามาในวัดนี้ ก็รู้สึกชอบในความสงบร่มรื่นของวัด ข้าพเจ้าเข้ากราบหลวงพ่อทรัพย์ หลวงพ่อเมตตาจำข้าพเจ้าได้ ข้าพเจ้าก็กราบเรียนท่านว่าอยากมาขอเข้าปฏิบัติกรรมฐาน หลวงพ่อท่านใจดีพาข้าพเจ้าไปกราบครูบา และจัดกุฏิดูแลเรื่องที่พักให้ข้าพเจ้าเป็นอย่างดี ท่านให้ความอบอุ่นดูแลสามเณรน้อยที่พลัดถิ่นอย่างข้าพเจ้าด้วยความเมตตาทำให้ข้าพเจ้าเคารพรัก และซาบซึ้งในพระคุณของท่าน ตลอดถึงครูบาสนิท ท่านเป็นพระที่มีเมตตา อบรม วิปัสสนากรรมฐานและสอบอารมณ์กรรมฐานให้ข้าพเจ้าทุกวัน ในระยะนั้นข้าพเจ้าเร่งความเพียรทั้งกลางวันและกลางคืนให้อยู่กับการภาวนาทุกอิริยาบถ ทำให้การปฏิบัติธรรมของข้าพเจ้ารุดหน้าอย่างรวดเร็ว ข้าพเจ้าปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดห้วยบงจนจวนใกล้เข้าพรรษา ก็ได้ทราบข่าวดีว่าครูบาเจ้าบุญชุ่ม ได้เข้ามาจำพรรษาที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ข้าพเจ้าจึงมีความตั้งใจอยากไปกราบและจำพรรษากับครูกับครูบาบุญชุ่ม จึงได้กราบลา ครูบาเจ้าสนิท และหลวงพ่อทรัพย์ ซึ่งเป็นผู้มีพระคุณอย่างยิ่งของข้าพเจ้า แล้วมุ่งหน้าออกติดตามหา ท่านพระครูบาเจ้าบุญชุ่ม ญาณสังวโร ที่จังหวัดเชียงราย ต่อไป

 

ออกเดินทางตามหา พระครูบาเจ้าบุญชุ่ม

     ข้าพเจ้าออกเดินทางจากวัดห้วยบง อ.ลี้ จ.ลำพูน เพียงลำพัง อายุของข้าพเจ้าในตอนนั้นประมาณ ๑๖ ปี มุ่งหน้าเข้าสู่จังหวัดเชียงราย เพื่อตามหาครูบาเจ้าบุญชุ่ม ข้าพเจ้ารู้แต่เพียงว่า ท่านพักอยู่ที่เชียงแสน พอถึงเชียงราย ก็พยายามเดินถามข่าวของครูบาตลอดเส้นทาง แต่ก็มิได้ข่าวว่า ครูบาท่านพักอยู่ ณ ที่ใด ข้าพเจ้าพยายามเดินจนทะลุเข้าเขต อ.เชียงแสนจึงได้ข่าวครูบาจากคนขับรถสามล้อ ว่าครูบาท่านพักอยู่ที่บ้านบุญมหาลาภใกล้ๆ กับสามเหลี่ยมทองคำ ข้าพเจ้าเดินทางต่อไปถึงที่นั่นก็เป็นเวลาใกล้ค่ำจึงเข้าพักที่กุฏิข้างสวนส้ม รอจนกว่ารุ่งอรุณวันใหม่ จึงเข้าไปกราบครูบาเจ้านั่นเอง ครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้พบและสัมผัสถึงบารมีธรรมของครูบา ครูบาถามข้าพเจ้าว่า สามเณรน้อยมาจากไหน ข้าพเจ้าก็ได้กราบเรียนครูบาและเรียนท่านว่า อยากมาถวายตัวเป็นศิษย์และจำพรรษากับครูบาเจ้า ท่านบอกว่าท่านจะไปจำพรรษาที่ อ.งาว จ.ลำปาง เมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าพเจ้าจึงกลาบลาครูบาเพื่อกลับมาจำพรรษาที่วัดห้วยบงตามเดิม เพราะใกล้เข้าพรรษาแล้ว

 

ชีวิตของสามเณรน้อยธุดงค์

     ข้าพเจ้าจำพรรษา ณ วัดห้วยบงได้ ๑ พรรษา พอออกจากพรรษาแล้วข้าพเจ้าก็ได้ออกเดินธุดงค์แถวเขต อ.ลี้ และ อ.ดอยเต่า ตลอดถึงเขตรอยต่อของป่า จ.เชียงใหม่ ในขณะนั้นข้าพเจ้าเป็นสามเณรอายุ ๑๖ ปี ชีวิตการธุดงค์ของข้าพเจ้า ถือว่าเป็นการศึกษาเรียนรู้ในห้องเรียนที่กว้างใหญ่ไพศาบที่สุด ข้าพเจ้าได้เรียนรู้และได้รับประสบการณ์อะไรมากมาย ชนิดที่ว่าเกินคุ้มสำหรับชีวิตการธุดงค์ เพราะโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลใบนี้ ยังมีอะไรอีกมากมายให้เราได้ศึกษาเรียนรู้ ธรรมชาติ คือ สิ่งมหัศจรรย์ที่สุด ธรรมะเป็นสิ่งที่เลิศที่สุด ใจที่บริสุทธิ์ คือ สิ่งที่ประเสริฐที่สุด ความรู้บางอย่างอาจไม่มีสอนในโรงเรียนหรือมหาลัยใดๆ ในโลก หรือจารึกเป็นตัวอักษรอยู่ในตำราเล่มใด แต่หากเราท่านผู้ที่ต้องการศึกษา พึงเรียนรู้ด้วยตนเอง จากชีวิตจริงของตนและประสบการณ์ที่เป็นเสมือนตำราที่ไร้อักษรเล่มใหญ่ของตนเอง

     ข้าพเจ้าพยายามรวบรวมความรู้ที่พอได้ศึกษามาจากตำรา และกำลังใจที่พอได้ฝึกฝนมาบ้างจากการภาวนา โดยอาศัยคุณพระศรีรัตนตรัย และครูบาอาจารย์เป็นสรณะที่พึ่ง การใช้ชีวิตอย่างพระธุดงค์นั้นเป็นดังสมรภูมิรบ และเต็มไปด้วยอุปสรรค โดนเฉพาะสามเณรน้อยอย่างข้าพเจ้าที่จะต้องเสี่ยงต่อภัยอันตรายจากคนและสัตว์ แต่สำหรับข้าพเจ้าคิดว่า อุปสรรคและความลำบากเหล่านั้นไม่ใช่เป็นสิ่งที่น่ากลัว แต่กลับเป็นสิ่งที่ท้าทายกำลังใจของผู้แสวงหาความสงบและหลุดพ้นจะสามารถฝ่าฟันให้ผ่านพ้นไปได้หรือไม่

     ธรรมชาติมิใช่เป็นสิ่งที่น่ากลัว แต่เป็นสิ่งที่น่าศึกษามากกว่า ชีวิตของการเดินทางธุดงค์ของข้าพเจ้าเป็นเสมือนประสบการณ์สอนถึงการต่อสู้ความยากลำบาก สอนให้มีความอดทน อดกลั้น และพร้อมที่จะเผชิญหน้าต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่พร้อมจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

     ชีวิตการออกธุดงค์ของสามเณรอย่างข้าพเจ้าไม่ใช่เป็นการท่องเที่ยวหรือแสวงหาลาภผลใดๆ แต่หากเป็นไปเพื่อการแสวงหาความสงบอันเป็นทางแห่งความหลุดพ้น สิ่งของบริวารที่นำติดตัวไป ก็เฉพาะสิ่งที่จำเป็นต้องใช้เท่านั้น มีกรดเปรียบเสมือนบ้านที่กันแดด กันฝน เพราะสมัยข้าพเจ้าเดินธุดงค์นั้นเป็นธุดงค์ทรงกรดอย่างแท้จริง เพราะพระธุดงค์สมัยนั้น ยังไม่นิยมใช้เต้นเหมือนกับสมัยปัจจุบันมีบาตรเป็นเสมือนกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ที่ใช้บรรจุสัมภาระทุกอย่าง เพื่อสะพายไปทุกที่และบาตารยังเป็นเสมือนโรงครัวอาหารที่ใช้บิณฑบาต ปัจจัยสำคัญในการปักกรดของพระธุดงค์นั้น ๑ คือใกล้แหล่งน้ำ เพื่อใช้สำหรับสรงชำระล้างบริขารบาตร และซักผ้า ๒ ใกล้บ้านพอที่จะเดินบิณฑบาตให้กลับมาทันฉันท์ได้ ส่วนเรื่องอาหารนั้น ไม่ต้องพูดถึง ต้องอดบ้างอิ่มบ้าง บางวันเดินไกล ๔-๕ กิโล ได้ข้าวปั้นเดียวก็มี บางวันต้องถือบาตารเปล่างๆ กลับมาก็มี เพราะหมู่บ้านในแถบนั้นส่วนมากเป็นชาวกระเหรี่ยง ที่ยากจน บางครั้งต้องหากินเผือกกินกลอยของป่าที่จริงเขาก็มีศรัทธาอยากทำบุญอยู่มาก แต่คงด้วยความอัตคัดขัดสน จนเป็นเหตุ เพราะสังเกตเขาเอากล้วยนึ่งมาใส่บาตร โดยไม่มีข้าวและบอกว่าตุ๊เจ้าวันนี้ เฮาก็กิ๋นกล้วยนึ่งเหมือนกั๋น ปี๋นี้กั้นข้าว ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกสงสารและมาพิจารณาว่า โลกใบนี้บางคนมีแล้วมีอีก รวยแล้วรวยอีก ยังไม่คิดที่จะทำบุญสุนทาน เสียสละแก่ผู้ที่ขาดแคลนตกทุกข์ได้ยาก แต่บางคนจน จนไม่มีจะกินกลับอยากทำบุญ นี่แหละหนาชีวิตของสัตว์โลกที่ต้องเกิดมาเพื่อชดใช้กรรม ทำให้ข้าพเจ้าต้องปลงสังเวช แม้นแต่เส้นทางการเดินธุดงค์นั้นก็เหมือนกัน ข้าพเจ้าเดินไปเรื่อยๆ โดยไม่มีจุดหมาย และไม่อาจรู้ได้ว่าข้าพเจ้าจะต้องพบกับอะไรบ้างในข้างหน้าต่อไป ยามร้อนก็ร้อนจนแทบขาดใจ ต้องหยุดพักเป็นระยะ ยามหนาวก็ต้องก่อไฟ ใช้ผ้ายางห่มคลุมกันหนาว ยามฝนตกลมแรงกรดไม่สามารถทนได้ ก็ต้องขึ้นนั่งบนขอนไม้ และต้องระวังอันตรายจากสัตว์ เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง ที่มากับฝน ต้องผ่านหมู่บ้าน ชุมชน ผู้คนมากมายทั้งดีและชั่ว บางครั้งก็ถูกลองดีจากมนุษย์ใจดำหลายครั้งชนิดที่ว่าเอาชีวิตเป็นเดินพัน การออกธุดงค์จะต้องมีศรัทธาที่ตั้งหมั่น ครูบาอาจารย์ท่านเน้นให้แผ่เมตตาใช้จิตที่บริสุทธิ์ไม่ให้ใช้คาถาอาคมโดยท่านให้เหตุผลว่า ผีก็เหมือนกับคนพูดดีๆ เขาก็ชอบ ไปไล่เขาทั้งๆ ที่เขาอยู่ที่นั่นก่อนเราเขาก็ไม่ชอบ แต่ข้าพเจ้าไม่ค่อยกลัวผีเท่าไหร่เพราะข้าพเจ้าเอาผีเป็นเพื่อนไปที่ไหนก่อนปักกรดก็แผ่เมตตาให้กับผีเจ้าที่เจ้าทาง ขอพักอาศัยภาวนา ก่อนจำวัดจะนอนก็ไหว้พระ นึกถึงคุณบิดามารดา ครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณก็ปลอดภัยเรื่อยมา แต่ที่กลัวมากกว่าผีหลอกก็คือกลัวคนหลอกมากกว่า อุปสรรค์ต่างๆ ที่พบเจอจนบางครั้งเกือบเอาชีวิตทิ้วไว้กลางป่า เกือบตายในถ้ำลึกกับการเป็นไข้ป่า และกินของแสลงทำให้ปวดท้องเกือบตาย แต่คงด้วยอำนาจบุญกุศลครูบาอาจารย์ ก็ทำให้ข้าพเจ้าเอาตัวรอด และมีคนมาช่วยเหลือได้ทันทุกที หรือว่าผีมันไม่ต้องการคนอย่างข้าพเจ้าก็ไม่ทราบ เส้นทางการเดินธุดงค์แต่ละที่เต็มไปด้วยอันตราย บางสถานที่เป็นป่าใหญ่มืดครึ้มน่ากลัว อากาศชื้นตลอดทั้งปี บางสถานที่สวยงาม มีดอกไม้ป่านานาชนิดหลากหลายสี ขึ้นอยู่ตามริมแม่น้ำลำธาร มีผีเสื้อและแมลงต่างบินตอมจากดอกนั้นไปดอกนี้ มีเสียงวิหคนกการ้องไพเราะบ่งบอกถึงความสุขอันเกิดจากธรรมชาติ ดอกไม้และสัตว์แมลงบางชนิดสวยงามโดยไม่เคยเห็นมาก่อนใส ถ้ำบางถ้ำมีหินงอกหินย้อยสวยงามจนเหลือเชื่อว่าเป็นฝีมือของธรรมชาติเป็นผู้สร้างสรรค์มันขึ้นมาได้อย่างมหัศจรรย์ มนุษย์ว่ามนุษย์เก่งกาจที่สามารถทำอะไรได้ทุกสิ่ง แต่ความเก่งกาจของมนุษย์นั้นที่สุดแล้วก็จบลงด้วยการทำลายและข้อเสียที่มีอยู่ในตัวของมันแทบทุกอย่าง แต่ความเก่งของธรรมชาติเป็นความเก่งแบบมหัศจรรย์ที่แฝงไปด้วยความเป็นอมตะอย่างไม่ล้าสมัยและไม่มีวันเสื่อม

     ข้าพเจ้าเดินธุดงค์ในแถบพื้นที่นี้อยู่นานพอสมควร ได้ประสบการณ์มาพอที่จะทำให้ตนเองใช้เป็นเครื่องพิสูจน์และเป็นบทเรียนสำหรับการเดินธุดงค์ครั้งต่อไป ข้าพเจ้าจึงได้ออกเดินทางจากอำเภอลี้ ผ่านบ้านโฮ้ง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน มุ่งกลับจังหวัดน่าน เพื่อเยี่ยมพ่อ-แม่ และญาติ พี่น้องที่จากกันไปนาน โดยตั้งใจไว้ว่าจะไปพักอยู่สัก ๗ วัน และก็จะออกธุดงค์ต่อไป

 

กลับน่าน คณะศรัทธานิมนต์สร้างพระธาตุ

     พอข้าพเจ้ากลับถึงน่าน ที่บ้านสันทะอันเป็นบ้านเกิดของข้าพเจ้า ก็สร้างความดีใจให้กับญาติๆ ตลอดถึงคณะศรัทธาบ้านสันทะ บางคนถึงกับจำข้าพเจ้าไม่ได้ เพราะข้าพเจ้าจากบ้านไปเสียนาน ข้าพเจ้าจำได้ว่าวันนั้นเป็นวันพระ คณะศรัทธาจึงพากันมาทำบุญตักบาตร พอเสร็จจากพิธีทางศาสนาแล้ว มีคณะศรัทธาซึ่งนำโดยพ่อหนานแปลก มาทะ พ่อหนานบัญฑิต กาฝั้น พ่อบุญนพ ทองเปี้ย ได้เข้ามาหาข้าพเจ้าและขอนิมนต์ข้าพเจ้าสร้างพระธาตุบนดอยม่อนวัด เพราะก่อนหน้านี้มีพระมาเริ่มวางรากฐานไว้ ๓ รูปแล้วแต่ก็ไม่สำเร็จสักที ข้าพเจ้ายังไม่รับปากเพราะข้าพเจ้ารู้จักฐานะของตนเองดีว่าเป็นเพียงสามเณรน้อยอายุเพียง ๑๗ ปี จะกล้าดีอย่างไรที่จะมาสร้างพระธาตุให้สำเร็จได้ และที่สำคัญตอนนั้น ข้าพเจ้ามีเงินอยู่เพียง ๖๐ บาทเท่านั้นเอง เมื่อฉันท์เช้าเสร็จคณะศรัทธาก็พาข้าพเจ้าบุกป่าขึ้นไปดูสถานที่ ภาพที่ข้าพเจ้าเห็นเป็นเพียงป่าหนาม เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆ ก็เห็นเป็นคานพระธาตุสูงขึ้นมาประมาณ ๑ เมตร ข้าพเจ้าก็อธิษฐานว่า “ถ้าข้าพเจ้ามีบุญและถูกกำหนดมาให้เป็นผู้สร้างที่นี่จริงๆ ก็ขอให้มีคนช่วยข้าพเจ้าสร้างให้สำเร็จในเร็ววันนี้เทอญ” และในคืนนั้นข้าพเจ้าก็ได้ฝันไปว่า ข้าพเจ้าได้ไปยืนอยู่ ณ กลางทุ่งนาหน้าวัดสันทะ และข้าพเจ้าก็มองขึ้นไปบนดอยม่อนวัดก็เห็นเป็นองค์พระธาตุสีทองเหลืองอร่ามตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ท่ามกลางยอดเขา พอตื่นขึ้นมาข้าพเจ้าก็ไม่ได้เล่าความฝันนี้ให้ใครฟังแม้แต่คนเดียว ข้าพเจ้าเพียงแต่นึกในใจเท่านั้นว่า หรือว่าข้าพเจ้าจะได้กลับมาสร้างที่นี่จริงๆ เสร็จแล้วข้าพเจ้าก็บอกคณะศรัทธาว่าข้าพเจ้าจะขอลาไปธุดงค์ต่อ ส่วนเรื่องการสร้างพระธาตุนั้น ถ้ามีคนสร้างก็ให้เขาสร้างไปได้เลย ถ้าไม่มีใครสร้างวันใดในอนาคต ถ้าหากข้าพเจ้ามีบุญข้าพเจ้าจะกลับมาสร้างให้ แล้วข้าพเจ้าก็เก็บบริขารเดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อออกเดินธุดงค์ตามที่ได้ตั้งใจไว้

     การธุดงค์ครั้งนี้ของข้าพเจ้าได้ตั้งใจไว้ว่าจะเดินไปแถวเขตจังหวัดเชียงใหม่ ข้าพเจ้าเดินไปอย่างไม่มีจุดหมายตามวิถีของพระธุดงค์ จนถึงวัดทุ่งหลวง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ข้าพเจ้าจึงได้เข้าไปกราบสรีระสังขารของหลวงปู่ครูบาธรรมชัย ข้าพเจ้ารู้สึกพอในในความสงบร่มรื่นของบรรยากาศของวัดทุ่งหลวง พอดีกับที่ข้าพเจ้ากำลังจะหาวัดจำพรรษาพอดี ก็เลยขอกราบเมตตาต่อท่านอาวาส และกราบเรียนท่านว่าจะมาขออยู่จำพรรษา คำตอบที่ข้าพเจ้าได้รับในครั้งนั้นก็คือ วันนี้พระเณรเยอะแล้วดูแลลำบากไปหาวัดอื่นอยู่เถอะ นั้นก็เป็นอันว่าข้าพเจ้าถูกปฏิเสธไม่ให้จำพรรษา ณ วัดแห่งนี้ ข้าพเจ้าจึงเก็บอัฐบริขารเดินออกจากวัดทุ่งหลวงและคิดว่าจะไปจำพรรษาที่ไหน เพราะเรายังไม่มีวัดที่จะจำพรรษาเลย

 

ฝึกวิปัสสนา ณ วัดเมืองพระนิพพาน

     ข้าพเจ้าเดินทางลัดผ่านทุ่งนาโดยไร้จุดหมาย พลันสายตาของข้าพเจ้าก็มองเห็นพระเจดีย์องค์ ๑ ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่อีกฟากฝั่งของทุ่งนาที่ข้าพเจ้ากำลังเดินอยู่ ข้าพเจ้าจึงเร่งเดินทางมุ่งหน้าให้ถึงพระเจดีย์ให้เร็วที่สุดเพราะพระอาทิตย์ใกล้ตกดินและจวนจะมืดไม่เห็นทางเข้ามาทุกที โดยหมายใจไว้ว่าค่ำคืนนี้จะขอพึ่งใบบุญองค์พระเจดีย์เป็นที่ซุกหัวนอนสักคืน พอเดินทางไปถึงที่นั่นก็มืดพอดี ปรากฏว่าที่นั่นเขาเรียกกันว่า วัดเมืองนิพพาน อำเภอแม่แตง เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม โดยมีหลวงพ่อพระครูอาทรธรรมประโชติ พระอาจารย์ชัยวุฒิ เป็นเจ้าอาวาส ข้าพเจ้ามีโอกาสได้เข้ากราบพระอาจารย์และฟังท่านสอนวิปัสสนากรรมฐานได้ลึกซึ้งมาก จึงได้กราบถวายตัวเป็นศิษย์ศึกษาปฏิบัติธรรมจำพรรษากับท่าน ท่านเมตตารับข้าพเจ้าไว้และข้าพเจ้าก็ได้พักปฏิบัติธรรม ณ กุฏิหลังน้อยริมพระเจดีย์เมืองพระนิพพาน ข้าพเจ้าปฏิบัติธรรมภาวนาสลับกับการเดินจงกรมตามที่ท่านสอน ทำให้การปฏิบัติธรรมของข้าพเจ้าก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ

 

พบเจ้าต๋นบุญครูบาเจ้าบุญชุ่ม

     ในขณะที่ข้าพเจ้าพักปฏิบัติธรรม ณ เมืองพระนิพพาน อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ในวันนั้นข้าพเจ้าได้ยินสามเณรมาเคาะกุฏิและบอกข้าพเจ้าว่าครูบาบุญชุ่ม ท่านแวะมาพักที่วัดของเรา ขณะที่ท่านพักอยู่ที่ศาลาหน้าวัด ข้าพเจ้าจึงรีบไปกราบครูบา พอครูบาท่านเห็นข้าพเจ้า ก็ทักขึ้นว่าปีที่แล้วเราก็ได้เจอกัน วันนี้มีบุญได้มาเจอกันอีก ไปมาอย่างไร ถึงได้มาอยู่ที่นี้ ข้าพเจ้าจึงเล่าถวายท่าน ครูบาจึงเมตตาบอกว่าถ้าเช่นนั้นก็ให้ไปอยู่กับเราที่เชียงแสน ข้าพเจ้าจึงรีบเก็บข้าวของ อัฐะบริขาร ซึ่งมีไม่กี่ชิ้น กราบลาพระอาจารย์วัดเมืองนิพพาน และแล้วข้าพเจ้าก็ได้ติดตามครูบายังไม่ทันข้ามคืน ก็มีอันได้พลัดพลาดจากครูบาเจ้าอีก ณ วัดบ้านเด่นแห่งนี้เอง

 

ไปอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่โดยไม่ทราบเหตุผล

     ที่วัดบ้านเด่นมีงานปอยหลวงฉลองหอธรรมครูบาบุญชุ่ม  ท่านมาร่วมงานที่นี้ วันนั้นเวลาประมาณ๓ทุ่มครูบาเรียกข้าพเจ้าไปพบและบอกให้ข้าพเจ้ารอครูบาที่อำเภอพร้าวก่อน แล้วอีกสักระยะก็ค่อยไปหาท่านที่เชียงแสน โดยที่ครูบาเจ้าท่านไม่ได้บอกเหตุผลใดๆเลย ข้าพเจ้าถูกฝากตัวไปกับหลวงพ่อแก่ๆ องค์หนึ่ง กับคณะศรัทธาที่มาร่วมงานโดยรถกะบะ ข้าพเจ้าไม่อาจทราบได้ว่าเขาจะพาข้าพเจ้าไปที่ไหน ข้าพเจ้าไม่ได้พูดหรือสอบถามอะไรกับใครเลยจนตลอดทาง ตอนแรกก็รู้สึกน้อยใจ เพราะเหมือนกับครูบาเอาข้าพเจ้ามาปล่อย แต่พอมาคิดอีกทีว่าครูบาท่านอาจลองใจเราก็ได้ ว่ารเรามีความตั้งใจอยากเป็นศิษย์ติดตามท่านจริงหรือปล่า ร๔ไปถึงที่หมายคือวัดแห่งหนึ่งก็เป็นเวลาดึกมาแล้ว ข้าพเจ้าถูกจัดให้พักในห้องเก็บของห้องหนึ่ง ซึ่งมีแต่ฝุ่นดูจากสภาพคงไม่ได้ทำความสะอาดมานาน ข้าพเจ้าจัดการเอาผ้าอาบน้ำมาปูและล้มตัวลงนอนทั้งอย่างนั้น โดยไม่ได้สนใจกับอะไรเลย เพราะความเหนื่อยล้าจากการนำทางและเป็นเวลาดึกมาก จนรุ้งเช้าจึงรู้ว่าวัดที่ข้าพเจ้าอยู่ในขณะนี้ชื่อว่าวัดห้วยทราย ตำบลแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ข้าพเจ้าได้อาศัยพำนักอยู่ ณ วัดห้วยทรายแห่งนี้นานพอสมควร เพื่อรอฟังจากข่าวครูบาว่าท่านจะสั่งมาให้ข้าพเจ้าทำอย่างไรต่อไปอีก  ในละหว่างนั้นข้าพเจ้าก็เที่ยวไปปลีกวิเวกอยู่ตามดอยแม่ปั๋งนางแล  จนครูบาสมลูกศิษย์ของครูบาเจ้าบุญชุ่มกลับมารับข้าพเจ้า  ในช่างที่พักอยู่อำเภอพร้าว รู้สึกว่าลำบากมาก รองเท้าก็ไม่มีใส่ เพราะสนัขคาบเอาไปกัดจนขาดหมด เงินก็ไม่มีจะซื้องรองเท้าคู่ใหม่ เวลาเดินบนถนนร้อนๆก็ทำให้แตกและระบม  จนโยมสงสารจึงได้ไปหาซื้อรองเท้ามาถวาย  ชีวิตของข้าพเจ้าจะเป็นเช่รไรต่อไปไม่อาจรู้ลวงหน้าได้และแล้วข้าพเจ้าก็ได้เดินทางมาพักอยู่ที่บ้านบุญมหาลาภ อำเภอเชียงแสน และถวายตัวเป็นศิษย์ครูบาเจ้าบุณชุ่ม ตามที่ได้ตั้งใจเอาไว้

 

 

ถวายตนเป็นศิษย์ครูบาบุญชุ่ม

     พักอยู่บ้านบุญมหาลาภ สามเหลี่ยมทองคำ อำเภอเชียงแสนจังหวัดเชียงราย ระหว่างที่ข้าพเจ้าพักอยู่ที่นี้ ข้าพเจ้าพยายามจดจำคำสอน ของครูบาพ่อให้ได้มากที่สุด ครูบาพ่อเป็นดั่งพระพิสัตว์ มีเมตตาต่อทุกคน ที่เข้าไปหาท่าน ครูบาท่านถือว่าเป็นผู้ให้อย่างแท้จริง สมกับเป็นนักบุญสามแผ่นดิน ที่เปี่ยมด้วยบารมีโดยแท้ ช่วงที่ข้าพเจ้าได้อยู่กับท่านข้าพเจ้าได้มีโอกาสเรียนรู้ความหมายของคำว่า ผู้ให้ ที่ท่านให้คนอื่นจนบางครั้งท่าไม่มีจะใช้ เมื่อได้เห็นจริยาวัตรของครูบาพ่อแล้ว ยังทำให้ข้าพเจ้าแอบนึกในใจว่าเมื่อไรข้าพเจ้าจะมีโอกาสเป็นผู้ให้อย่าง ครูบาพ่อบ้าง ระยะที่ข้าพเจ้าอยู่ทีบ้านบุญอข้าพเจ้าได้รับความอุปการะจากคุณพ่อบันทึก ปูอุตตรีได้ให้ความอุปัฏฐากดูแลข้าพเจ้าเป็นอย่างดี ตลอดที่ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ แต่ข้าพเจ้ามีบุญน้อยได้อยู่ดูแลรับใช้ครูบาพ่อได้ไม่นาน เพราะข้าพเจ้าได้รับการติดต่อจากจังหวัดน่าน และแม่ชีรัชดา อมาตยกุล นิมนต์ให้ข้าพเจ้ากลับมาสร้างพระธาตุบนดอยม่อนวัด ใจหนึ่งข้าพเจ้าก็ไม่อยากกลับเพราะอยากดูแลรับใช้อุปัฏฐาก ครูบาพ่อแต่ถ้าหากข้าพเจ้าไม่กลับไปพระธาตุก็คงไม่เสร็จแน่ จึงตัดสินใจว่าถ้าหากสร้างพระธาตุเสร็จแล้ว จะกลับมาอยู่กัครูบาพ่ออีก จึงเข้ากราบเรียนถวายให้ท่านทราบ ครูบาพ่อว่าอยากให้ข้าพเจ้าไปอยู่ถ้ำราชคฤห์ จังหวัดลำปาง แต่ถ้าอย่างไรก็ให้กลับไปช่วยทางเมืองน่านก่อน ถ้าเสร็จธุระแล้วก็ให้กลับมาอยู่ครูบาอีก ก่อนข้าพเจ้าจะกลับน่าน ครูบาพ่อท่านเมตตามอบพระบรมสารีริกธาตุและผ้าไตร และปัจจัยจำนวน ๑๒๐๐ บบาท ข้าพเจ้าก้มกราบครูบาพ่อและบอกกับท่านว่าถ้าลูกมีบุญจะกลับมาอยู่อุปัฏฐากครูบาพ่อให้ดีที่สุด เพราะพระคุณของครูบาพ่อที่มีต่อข้าพเจ้ามีมากมายและข้าพเจ้าขอจดจำไว้ในจิตจนกว่าชีวิตจะหาไม่

 

สร้างพระธาตุศรีสังฆรัตนคีรี

     ข้าพเจ้าออกเดินทางจากเชียงแสนโดใช้เส้นทางอ.เทิง- อ.เชียงคำ ลัดาทางดอยจี๋ อำเภอสองแคว ท่าวังผา ถึงเมืองน่าน และมาถึงบ้านสันทะ โดยได้จัดหาทุนทัพย์จากการบริจาคของผู้มีจิตศัทธาได้เงินก้อนแรก๑๖๐๐๐๐ บาทและได้ขอความเมตตาจากโยมแม่ชีรัชดา-ดร.ทิพย์ อมาตยกุล ได้เป็นผู้อุปถัมภ์ ข้าพเจ้ามาถึงบ้านสันทะ พักพอหายเหนื่อย ๒-๓ วัน ก็ได้พาคณะสัทธาแผ้วถางปรับสถานที่ฝดดยบนดอยม่อนวัด ซึ้งขณะนั้นข้าพเจ้ามีอายุ๑๗ ปี ยังเป็นสามเฝรรน้อย พร้อมด้วย พ่อหนานแปลก มาทะ พ่อหนานบุญส่ง สุวรรณา พ่อข่อง เตยะ พ่อบุญนพ ทองเปี้ย คุณบุญเหลี่ยม ปันติ๊บ ตลอดถึงคณะสัทธาบ้านสันทะ บ้านใหม่หัวดง ได้พร้อมใจกันวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ใช้เวลาก่อสร้าง ๗ เดือน จึงสำเร็จ และได้สร้างบันไดขึ้นสู่องค์ พระธาตุอีกจำนวน ๒๐๙ คุณพ่ออุดม แม่ศรีแพร ใหม่เทวินคุณศุภกฤต นฤมล ศรีจุ้ย คุณบุญแผน คุณลำพรรณ ธิจันทร์ และคุณมสมาน มากสุข จากจังหวัดพะเยา คุณวัฒนา สีต๊ะ บ้านนาแดง เป็นเจ้าภาพสร้างศาลาบำเพ็ญบุญถวายหนึ่งหลัง ส่วนกุฏิของข้าพเจ้าเป็นกุฏิหลังเล็กมุงสังกะสีตีฝาด้วยไม้อัด โดยไม่รื้อจากกระต๊อบเพิงไร่ของตามาปลูกพออาศัยอยู่ภาวนาได้รูปเดียว

     การสร้างที่นี่ถือว่าเป็นที่แรกที่พิสูจน์กำลังใจและความสามารถของข้าพเจ้า บนเส้นทางแห่งการสร้างบารมี ข้าพเจ้ารับภาระการเป็นผู้นำทุกอย่างตั้งแต่อายุเพียง ๑๗ ปี พอเริ่มก่อสร้างก็มีปัญหาอุปสรรคมากมายนานัปการ แต่มันก็เป็นเพียงสิ่งที่ท้าทายความสามารถและสอนให้ข้าพเจ้าเข้มแข็ง มีพลังที่จะต่อสู้กับมันอย่างไม่ย่อท้อ โดยถือคติที่ว่าอย่าคิดว่าทำม่ได้ ถ้ายังไม่ด้ทำ และประกอบกับนิสัยเดิมที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดของข้าพเจ้าคือ เมื่อจะทำอะไรก็จะต้องลองทำให้ได้ทุกวิถีทาง จนสุดความสามารถ จนทำไม่ได้จริงๆถึงจะยอมละทำให้ข้าพเจ้าฝ่าฟันมาจนถึงวันนี้ได้

     พอสร้างพระธาตุเสร็จ  สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสุงฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ก็ทรงประทานพระบรมสารีริกธาตุ มาบรรจุในองค์เจดีย์และได้ทำการยกฉัตรฉลองสมโภชขึน ในวันที่ ๙ธันวาคม ๒๕๕0 นี่คือผลงานชิ้นแรกของข้าพเจ้าที่ทำสำเร็จ บนคำสบประมาทของคนอื่น ที่มองว่าข้าพเจ้าเป็นเพียงสามเณรน้อยคิดทำอะไรใหญ่โต และในวันนี้สามเณรน้อยอยางข้าพเจ้าก็ได้ทำให้เขาเห็นแล้วว่าเณรน้อยอย่างข้าพเจ้าทำได้ คุณนภาพของคนเขาไม่ได้วัดกันที่อายุแต่หากวัดกันที่ความสามารถมาก่วาอย่าหลงคำยอ อย่าท้อกับคำดูถูก คำยอเป็นเพียงลมปาก คำดูถูกต่างหากคือกำลังใจ และพุทธพจน์ที่ว่าบุคคลที่เกิดมาร้อยปีแต่ไม่ได้ทำคุณประโยชน์ใดเลย ก็สู้คนที่เกิดมาวันเดียวและทำประโยชน์ก็ไม่ได้นั้นเป็นความจริง เพราะเจ้ามีวันนี้ได้เพราะคำสบประมาทของคนอื่นทั้งนั้น

 

หนีความวุ่นวาย ผจญภัยอีกครั้ง

     เมื่อสร้างพระธาตูเสร็จ  ข้าพเจ้าก็ต้องมาผจญมารครั้งใหญ่อีกครั้ง   จนเป็นเป็นเหตุให้ข้าพเจ้าต้องหนีจากวัดพระธาตุเดิมทีเมื่อสร้างพระธาตุเสร็จแล้วข้าพเจ้าตั้งใจจะกับไปอยู่กับครูบาพ่อบุญชุ่ม  ตามเดิมแต่ขระศรัทย์ธาได้ขอนิมนต์ข้าพเจ้าอยู่จำพงรรษาสักหนึ่งพรรษาก่อน ต่อมามีคนบางกลุ่มซึ่งมีอยู่ไม่กี่คน อยากเข้ามาเป็นผู้จัดการผลประโยชน์เงินของทางวัด แต่ข้าพเจ้าคงไปขัดขวางทำให้เขาทำอะไรไม่สะดวก  จึงหาวิธีบีบบังคับข้าพเจ้าให้ออกไปจากวัดพระธาตุ โดยมีการปล่อยข่าวโจมตีข้าพเจ้าสารพัดอย่างแม้แต่ขนาดที่ข้าพเจ้านั่งสวดมนต์ในวิหาร ก็แกล้งเป่าถุงพลาดสติกกระแทกทำให้เกิดเสียงดังรบกวนเต็มวิหาร ทำให้ให้ข้าพเจ้าเกิดความละอายใจทนและสลลดสังเวช  ข้าพเจ้าจึงได้พูดขึ้นว่า อาตมาไม่มีความผิดใดๆ และไดสร้างประโยชน์ให้แก่แผ่นดินนี้ โดยไม่คิดเบียดเบียนใคร ใครทำให้ข้าพเจ้าอยู่บนแผ่นดินนี้โดยลำบากระวังคนนั้นจะไม่มีแผ่นดินอยู่ พอรุ่งเช้าข้าพเจ้าก็เก็บบริขารธุดงค์ และเดินทางออกจากวัดตั้งแต่เช้ามืด โดยมิได้ล้ำลาหรือบอกให้ใครทราบเลยแม้แต่พ่อแม่และญาติๆ ของข้าพเจ้า การไปของข้าพเจ้าในครั้งนั้นก็หาแผ่นดินจะอยู่ไม่มีจริงๆ ข้าพเจ้ามุ่งเดินทางตามลำพังโดยไม่มีจุดมุ่งหมายที่จะกลับไปหาครูบาเจ้าบุญชุ่ม เพื่ออุปัฏฐากดูแล่ทานตามที่ได้ตั้งใจไว้แต่เดิม

 

ตามหาครูบามหาป่า นิกร ชยยเสโน

     ชีวิตของข้าพเจ้าต้องพบกับการนำทางอีกเช่นเคย พอออกจากวัดพระธาตุครั้งแรก ข้าพเจ้าได้ตั้งใจเอาไว้ว่า จะกลับไปหาครูบาเจ้าบุญชุ่ม แต่พอมาถึงระหว่างทาง ก็ต้องมีเหตุให้ข้าพเจ้าต้องเปลี่ยนทางเดิน โดยมุ่งเดินทางเพื่อตามหาครูบามหาป่านอกร ชยยเสโน โดยข้าพเจ้าได้เคยได้ยินกิติศัพท์ของท่านมานานแล้ว จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ข้าพเจ้าอยากไปถวายตนเป็นศิษย์ของท่าน ข้าพเจ้าจึงมุ่งหน้าเดินทางไปวัดพระพุทธบาทดอยถ้ำ ตำบลแม่ลาน อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ข้าพเจ้าเดินถามเส้นทางและข่าวของครูบาไปเรื่อยๆ จนถึงพระบาทรอยถ้ำ จึงได้เดินสำรวจถนทั่ววัดแต่ก็ไม่พบใครแม้แต่เพียงคนเดียว

     จนเป็นเวลาใกล้มึดข้าพเจ้ามองเห็นแสงไฟจากหมู่บ้านข้างลางตีนเขา จึงคอยๆ เดินตามทางลงมาเพื่อจะได้ถามถึงข่าวของครูบา จากชาวบ้าน พอลงมาถึงหมู่บ้านก็มืดพอดี ข้าพเจ้าจึงขอพักที่วักแม่กองวะ พอตกกลางคืนมีชาวบ้านชื่อพ่อหนานมูล คนบ้านแม่กองวะ ทราบว่าข้าพเจ้าเป็นเณรมาจากเมื่องน่าน จึงเข้ามากราบเยี่ยม ข้าพเจ้าจึงถือโอกาสถามถึงข่าวของครูบา เขาบอกว่าครูบาไม่ได้อยู่ที่นี้นานแล้ว ท่านไปจำพรรษาที่วัดพระธาตุแก่งสร้อย จังหวัดตาก และการเดินทางไปรพะธาตุแก่งสร้อยนั้นลำบากมาก ไม่มีทางลด จะต้องไปทางเรือเท่านั้น พ่อหนานมุล ได้พาชาวบ้านมานิมนต์ให้ข้าพเจ้ามาจำพรรษาที่วัดแม่กลองวะ แต่ข้าพเจ้าได้ปฏิเสธ เพราะจะออกติดตามกาครูบาป่านิกร รุ่งเช้าจึงได้ข่าวว่าที่เป็นพี่น้องชาวกระเรี่ยง

     บ้านห้วยต้ม จะได้นำของไปส่งที่พระธาตุแก่งสร้อย ข้าพเจ้าจึงออกเดินทางจากบ้านแม่กองวะไปทางบ้านฝ่าต้ายไปถึงท่าก้อ จึงได้ขออาศัยขอโปะเรือที่เขาขนวัวและใส่ของไปกับช่างกระเหรี่ยง โดยใช้เรื่อลำเล็กละโปะไปอย่างช้าๆ โดยออกจากท่าก้อ ประมาณเที่ยงก่าวๆ เรือค่อย ลากโปะไปอย่างช้าๆ จากแนวช่องเขาเหนื่อยเขื่อนภูมิพล ข้าพเจ้ารู้สึกทราบซึ่งในน้ำใจของโยมช่าวกระเหรี่ยงที่ใจดี ถึงแม้จะพูดคนละภาษาแต้รอยยิ้มเป็นสมือนสื่อกลางที่แสดงถึงมิตรไมตรี ข้าพเจ้ามองทิวทัศน์สองฝากฝั่งลำน้ำที่หน้าผาและป่าไม้สลับกับโขดหินหาดทราย ทำให้ข้าพเจ้าลืมความทุกข์ใจที่พกมาจากเมืองน่าน ข้าพเจ้านั่งมองกระแสน้ำที่ไหลผ่านกระทบท้องเรือ และปล่อยความวุ่นวาย ความทุกข์ และปัญหาทั้งหมดให้ไหลไปกับกระแสน้ำ ข้าพเจ้ามีความเพลิดเพลินจนลืมเวลา มองดูนาฬิกาอีกทีก็เป็นเวลาห้าโมงเย็นแล้ว ข้าพเจ้าเริ่มมองเห็นองค์พระธาตุแก่งสร้อยสีทองอร่าม มองเห็นโดดเด่นมาแต่ไกล อยู่ริบๆนั่นก็หมายความว่า ข้าพเจ้าใกล้มาถึงจุดหมายและได้พบนักบุญ นามว่า ครูบามหาป่านิกร ชยยฺยเสโน ในช่วงไม่กี่อึดใจข้างหน้านี้แล้ว

 

ถวายตัวเป็นศิษย์และรับกรรมฐานกับครูบามหาป่านิกร ชยยฺยเสโน ณ วัดพระธาตุแก่งสร้อย ตำบลบ้านนา อำเภอสามเงา จังหวัดตาก

     ข้าพเจ้ามาถึงวัดพระธาตุแก่งสร้อยก็เป็นเวลาใกล้ค่ำ ยามพระอาทิตย์อัศดง วัดพระธาตุแก่งสร้อย ตั้งอยู่บนเกาะกลางน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล อำเภอสามเงา จังหวัดตาก ไม่มีไฟฟ้า ต้องใช้เครื่องปั่นไฟในวัด ซึ่งจะทำงานในช่วงประมาทหกโมงเย็นและปิดหยุดทำงานในช่วงเวลาสามทุ่มของทุกวัน ไม่มีหมู่บ้าน ไม่มีทางรถเข้าถึง การไปต้องใช้เรือเท่านั้น พอถึงวัดข้าพเจ้าก็เข้ากราบครูบา ขณะที่ท่านกำลังตรวจดูงานสร้างพระธาตุพญาอุตุมมตราบนดอยแก่งสร้อย จึงได้แจ้งความประสงค์ให้ท่านทราบทุกประการ ครูบาเมตตารับและจัดหาที่พักกุฏิให้อยู่อีกประมาท ๓ วัน ข้าพเจ้าก็ได้แต่งพานชั้น ๕ ขอขึ้นกรรมฐาน ครูบาได้มอบประคำไม่แก่นมะขาม และผ้ากัมพลหนึ่งฝืน แก่ข้าพเจ้าพร้อมขันกรรมฐาน ครูบามหาป่านิกร ชยยฺยเสโน เป็นศิษย์องค์สำคัญของหลวงปู่ครูบาเจ้าชัยยะวงศาพัฒนา แห่งวัดพระธาตุบาทห้วยส้ม จังหวัดลำพูน

     ครูบามหาป่านิกร ท่านเป็นพระนักปฏิบัติ นักพัฒนา มากด้วยบารมี คำพูดของท่านแต่ละคำล้วนแต่มีคติธรรม ในระหว่างที่ข้าพเจ้าพักอยู่  ณ ที่นี้  ก็ได้ปฏิบัติกรรมฐานไปพร้อมไปพร้อมกับช่วยงานครูบาก่อสร้างวัด โดยอละาศัยชาวกระเหรี่ยงทำอาหารเจถวายทุกวัน เพราะพระเณรและคนงานช่างในวัดนี้ กินเจทั้งหมดแม้แต่เขตวัดก็ห้ามนำเนื้อสัตว์เข้ามาเป็นอันขาด ข้าพเจ้าปฏิบัติธรรมอยู่กับครูบานานพอสมควร ก็กราบลาครูบาเพื่อไปหาครูบาบุญชุ่มตามที่ได้ตั้งใจเอาไว้ ตลอดระยะเวลาที่ได้อาศัยอยู่ใต้ร่มบารมีธรรมของครูบาท่านได้ให้คติธรรมและความรู้แก่ข้าพเจ้าอย่างมหาศาล ข้าพเจ้ากราบลาครูบาออกจากวัดพระธาตุแก่งสร้อย โดยได้อาศัยเรือของชาวประมงที่ไปหาปลา มาขึ้นฝั่งที่ท่าบ้านก้อ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน จึงได้รับแจ้งข่าวจากญาติโยมจังหวัดน่าน ซึ่งตามหาข้าพเจ้ากันเพราะตอนที่ข้าพเจ้ามาก็ไม่ได้บอกใครเลยในตอนนั้นเขาขอร้องให้ข้าพเจ้ากับเมืองน่านก่อน ข้าพเจ้าจึงต้องยอมจำใจเดินทางกลับจังหวัดน่าน ตามคำร้องขอของญาติโยมเหล่านั้น

 

กลับเมืองน่าน พักปฏิบัติธรรม ณ ถ้ำเชตะวัน

     การกลับมาครั้งนี้ของข้าพเจ้าไม่ได้เข้าพักที่วัดพระธาตุสันทะแต่ข้าพเจ้าได้มาพักปฏิบัติธรรมณ  ถ้ำเชตะวัน ตำบลสันทะซึ้งสภาพถ้ำเชตะวันในตอนนั้นเป็นสภาพรกเพราะขาดการดูแลเอาใจใส่หน้าถ้ำมีแต่ป่าวัชพืช และเต็มไปด้วยของ กระดาษ ข้าพเจ้าจึงเข้ากราบพระประธาน ทำความสะอาดบริเวณโดยรอบ และเลือกปักกรดอยู่ภาวนา ณ ถ้ำฤาษี    พอญาติโยมทางบ้านสันทะทราบข่าวว่าข้าพเจ้ามาอยู่ถ้ำเชตะวัน ก็พากันยกขบวนกันมานิมนต์ให้ข้าพเจ้ากลับไปอยูวัดพระธาตุศรีสังฆรัตนคีรีฯ (พระธสันทะ) เพื่อสร้างพระเจ้าทันใจหน้าตักกว้าง ๒เมตร เมื่อข้าพเจ้ากลับไปอยู่ที่พระธาตุแล้วก็ยังไป– มา ที่ถ้ำเชตวันตลอด

 

ธุดงควัตร

     ยามใดที่ว่างจากภารกิจการงาน ข้าพเจ้าก็มักปลีกตัวออกปฏิบัติธุดงค์กรรมฐานไปในที่ต่างๆและพักอยู่ปฏิบัติธรรมอยู่ตามโอกาส เช่น อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน อำเภอแม่แตง  อำเภอแม่ริม ยอดดอยภูโอบ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น แล้วก็กลับมาพระธาตุศรีสังฆฯ ตามโอกาสและเวลาจะเอื้ออำนวย

     ข้าพเจ้าจำได้ว่าการธุดงค์ครั้งสุดท้ายของข้าพเจ้า แตกต่างจากทุกๆครั้ง คือแต่ก่อนข้าพเจ้ามักชอบเดินตามลำพังองค์เดียว เพื่อตัดความเป็นปลิโพธิเป็นห่วงกับคนอื่น แต่ครั้งสุดท้ายที่ข้าพเจ้าออกธุดงค์ ข้าพเจ้ามุ่งหน้าไปจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีสามเณรติดตามไปองค์หนึ่ง คือ สามเณรเอก การธุดงค์ครั้งนี้ข้าพเจ้าเริ่มออกจากเมืองน่านและแวะกราบครูบาป่านิกร ที่ปางประทีป อำเภอลี้ พักอยู่กับครูบา๒-๓วัน ก็เดินทางจากปางประทีป อำเภอลี้ ไปทางบ้านผาต้าย ห้วยทราย แม่กองวะ แม่ลาน จนทะลุออกบ้านทุ่งโป่ง อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่

 

สุนัข ๓ ขา อาสานำทางไปธุดงค์

     พอมาถึงบ้านกองวะ มีสุนัข ๓ ขา ตัวหนึ่ง อีกขาหนึ่ง คงได้รับบาดเจ็บ หอบสังขารของมันวิ่งเข้ามาทำความคุ้นเคยกับข้าพเจ้า และมันก็ออกวิ่งนำหน้านำทางข้าพเจ้าไปเรื่อยๆ ตอนแรกข้าพเจ้าก็ไม่สนใจอะไรกับมันเพราะคิดว่ามันคงตามไปไม่ไกล แต่พอเอาเข้าจริงๆ มันทั้งวิ่งทั้งเดิน ตามข้าพเจ้าผ่านหมู่บ้านแล้วหมู่บ้านเล่า จนข้ามจังหวัด ข้าพเจ้ากับสามเณรพยายามไล่ให้มันกลับบ้าน  เพราะเกรงว่าจะมีอันตรายกับมัน และข้าพเจ้าก็ยังไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไร กลัวว่าจะต้องทิ้งมันไว้ ณ ที่ใดที่หนึ่ง แต่มันก็ไม่ยอมกลับ ยังคงวิ่งนำทางข้าพเจ้าไปเรื่อยๆ ข้าพเจ้าไปจนทะลุถึงบ้านทุ่งโป่ง อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ คืนนั้นข้าพเจ้าแวะปักกรด ณ ริมน้ำห้วยแม่หาดใกล้ๆกับบ้านทุ่งโป่ง และยังคงมีเจ้าสุนัข ๓ ขาคอยอารักขาติดตามอยู่ไม่ห่าง หรือว่ามันอาจมีกรรมที่ต้องมาตามข้าพเจ้า และในใจของข้าพเจ้าก็ยังหวั่นอยู่ไม่น้อยว่า มันจะสามารถตามข้าพเจ้าไปได้แค่ไหนยังไม่อาจทราบได้

 

ผีหลอก หรือจิตหลอกกันแน่

     พอข้าพเจ้าปักกรดที่ริมห้วยแม่หาด เย็นวันนั้นพอจักแจงบริขารเสร็จ ก็ลงไปสรงน้ำในแม่น้ำ เสร็จแล้วก็เข้าภาวนา ข้าพเจ้าเลือกปักกรดใต้ต้นมะขาม ส่วนสามเณรปักกรดอยู่ริมกอไผ่ห่างกันพอสมควร ข้าพเจ้าไหว้พระสวดมนต์ภาวนาและแผ่เมตตา ก็ล้มตัวลงนอนด้วยความอ่อนเพลียที่เดินทางไกลมาทั้งวันเป็นเวลาดึกกี่โมงไม่ทราบ หูของข้าพเจ้าได้ยินเสียงวัตถุชนิดหนึ่งมีขนดใหญ่ตดลงใกล้ๆกับกรด ข้าพเจ้าลืมตาดูแต่ด้วยความมืดจึงทำให้สายตาของข้าพเจ้าไม่สามารถมองเห็นอะไรได้และเสียงนั้นก็กลายเป็นเหมือนเท้าใหญ่ๆเดินเหยียบใบไม้แห้งเข้ามาใกล้ๆกับกรดของข้าพเจ้า แล้วเดินวนอยู่อย่างนั้น ข้าพเจ้าพยายามควานหาไฟฉาย แล้วก็ส่องดูบริเวณรอบๆก็พบแต่ความว่างเปล่า ตอนแรกข้าพเจ้าคิดว่าเจ้าสุนัข ๓ขา แต่ส่องไฟดูมันก็กำลังนอนหลับสบายอยู่ใต้พุ่มไม้ใกล้แม่น้ำ ซึ่งไกลมาก ข้าพเจ้าจึงตะโกนปลุกสามเณรให้ตื่นและลุกขึ้นภาวนา แผ่เมตตาให้แก่เจ้าที่เจ้าทาง จนสว่าง ก็เป็นอันไม่ได้นอนทั้งคืนในคืนนั้น

 

จำเป็นต้องทิ้งเจ้าสุนัข ๓ ขาไว้ที่ดอยเต่า

     พอสว่างข้าพเจ้าก็ออกไปบิณฑบาต กลับมาฉันท์ที่ริมห้วย ส่วนเจ้าสามขาก็รอข้าวก้นบาตรที่เหลือจากข้าพเจ้าและสามเณร พอข้าพเจ้าฉันท์เสร็จก็เก็บบริขารเดินทางต่อ ข้าพเจ้าได้สอบถามเส้นทางจากชาวบ้านถึงหนทางที่ไปอำเภอฮอด ชาวบ้านจึงบอกให้ไปขึ้นรถสองแถว เพราะจากที่นี่ไปฮอดนั้นเป็นระยะทางที่ไกลมากและไม่ค่อยมีบ้านคนอาศัยอยู่ ข้าพเจ้าปรึกษากับสามเณรจึงตัดสินใจขึ้นรถสองแถวโดยสาร ส่วนปัญหาคือเจ้าสุนัข ๓ขาตัวนั้น ข้าพเจ้าจะเอามันไปด้วยได้อย่างงไร เพราะเจ้าของรถไม่อนุญาตให้นำมันขึ้นรถไปด้วย ข้าพเจ้าจึงจำเป็นต้องทิ้งมันไว้ที่นั่นอย่างไม่มีทางเลือก  โดยได้แต่มองและแผ่เมตตาให้มันได้พบกับเจ้านายใหม่ที่ดีและมีความสุขกับการได้อยู่ที่นี่ด้วยเถิด

 

มุ่งหน้าสู่แม่ฮ่องสอน

     ถึงอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ก็ได้เดินทางต่อไปยัง จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยผ่านไปทางอำเภอแม่ลาน้อย ขุนยวม แม่สะเรียง ถึงแม่ฮ่องสอน ก็ได้แวะกราบองค์พระธาตุดอยกองมู และพักอยู่ ๑ คืน พอรุ่งเช้าก็เก็บบริขารออกเดินธุดงค์มุ่งหน้าหาที่ปฏิบัติธรรมภาวนา ข้าพเจ้าเลือกเดินตามถนน เพราะป่าทางแม่ฮ่องสอนเป็นป่าใหญ่ ถ้าคนที่ไม่รู้เส้นทางก็อาจทำให้หลงป่าได้ แต่การเดินตามทางก็มีอุปสรรคเหมือนกัน คือแม่ฮ่องสอนเป็นเมืองท่องเที่ยว สิ่งที่ข้าพเจ้าจะต้องเจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และทำใจต้องรับสภาพคือนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่ไม่เคยเห็นพระธุดงค์ จึงชอบจอดรถถ่ายรูปข้าพเจ้าตลอดทาง ข้าพเจ้าเลยได้เป็นทั้งพระธุดงค์และเป็นนายแบบให้ฝรั่งถ่ายรูปไปโดยอัตโนมัติ

 

พักภาวนาปฏิบัติธรรม ที่ถ้ำผาแดง ตำบลหมอกจำแป่

     ข้าพเจ้าเดินทางถึงถ้ำผาแดง ตำบลหมอกจำแป่ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากถนน ดูแล้วสงบร่มรื่นเหมาะแก่การภาวนา จึงเลือกเป็นที่พักภาวนา โดยมีหลวงพ่อองค์หนึ่งเป็นพระไทยใหญ่ เป็นผู้ดูแลถ้ำอยู่ ข้าพเจ้าพอพูดภาษาไทยใหญ่ได้บ้าง จึงเข้าขอกราบขออนุญาตท่านเพื่อพักภาวนา ท่านเมตตาอนุญาตข้าพเจ้าจึงเข้าพักที่ถ้ำหลวงพระองค์ดำ ภายในถ้ำสงบมากและสังเกตได้ว่าถ้าเป็นฤดูฝน ในถ้ำสงบมากและสังเกตได้ว่าถ้าเป็นฤดูฝน ในถ้ำแห่งนี้จะต้องเป็นทางน้ำไหลแน่นอนเพราะดูจากขอนท่อนไม้ เปลือกมะพร้าว ที่น้ำพัดมามีอยู่เกลื่อนตามท้องถ้ำ ส่วนหน้าถ้ำมีลำห้วยใสสะอาดใช้เป็นที่สรงกาย และชำระบริขาร ล้างบาตรต่างๆ ตอนเช้าก็ได้ออกบิณฑบาตมานั่งฉันท์กันใต้ต้นหูกวางหน้าถ้ำ ถ้ำผาแดงแห่งนี้ถือเป็นที่สัปปายะแก่สมณะผู้สนใจในการปฏิบัติธรรมโดยแท้ ข้าพเจ้าพักภาวนาอยู่ที่นั่นไม่นาน ก็เดินทางไปทางอำเภอปาย อำเภอเวียงแหง จนทะลุอำเภอปางมะผ้า ออกมาทางอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เท่าที่จำได้นั่นคือการธุดงค์ครั้งสุดท้ายของข้าพเจ้า ย้อนหลังจากวันที่บันทึกนี้ไป

 

อุปสมบท

     พออายุครบ ๒๐ ปี ข้าพเจ้าได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๒ ณ พัทธสีมา วัดสันทะ ตำบลสันทะ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน เวลา ๑๐.๔๖ น. โดยมีหลวงพ่อพระครูวิสุทธิ์นันทวิทย์เจ้าคณะอำเภอนาน้อย วัดนาแดงเป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูปริยัตินันทสุธี (พระอาจารย์มหามารวย ชวนปัญโญ) วัดพญาภู พระอารมหลวง เป็นพระอนุสาวนาจารย์

มีพระสงฆ์ร่วมทำสังฆกรรมอุปสมบท ๒๙ รูป

โดยได้รับนามฉายาว่า

ญาณวิชชโย ภิกขุ

 

ครูบาอาจารย์ที่พระญาณวิไชย ภิกขุ ได้ถวายตนเป็นศิษย์

๑ ครูบาเจ้าสมจิตร จิตตคุตฺโต วัดสะแล่ง  อำเภอลอง  จังหวัดแพร่

๒ ครูบาเจ้าอินทรปญฺญาวฑฺฒโน  วัดสันป่ายางหลวง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน

๓  ครูบาเจ้ามนตรี ธมฺมเมธี วัดพระธาตุสุโทน อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่

๔  ครูบาเจ้าบุญชุ่ม ญาณสงฺวโร วัดถ้ำราชคฤห์ อำเภองาว จังหวัดลำปาง

๕  ครูบาเจ้าสนิท พุทธวงฺวโร วัดห้วยบง อำเภอลี้ จังกวัดลำพูน

๖   หลวงพ่อทรัพย์ ปญฺญาปทีโป วัดห้วยบง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน

๗  พระครูบามหาป่านิกร ชยฺยเสโน  วัดพระธาตุแก่งสร้อยอำเภอสามเงา จังหวัดตาก

๘   พระครูวิสุทธิ์นันทวิทย์ (ศรีมา  กตปุญฺโญ) วัดนาแดง อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน

๙   พระครูปริยัตินันทสุธี (มารวย ชวนปญฺโญ) วัดพญาภู

๑๐  พระครูบานิกร ธมฺมรงษี วัดศรีมงคล อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน

๑๑  พระราชคุณาภรณ์ (กานต์ สุปุญโญ) วัดภูมินทร์ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน

๑๒  พระครูอาทรธรรมประโชติ (ชัยวุฒิ โชติวโร) วัดเมืองนิพพาน อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่

 

 

ใส่ความเห็น